สองสามวันที่ผ่านมา นอกจากทำงานกับทำงานบ้านได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการค้นสมุด รายงาน บทความและไดอารี่เก่าๆ ในตู้มานั่งอ่าน

 

ปฏิกริยาแรกเหมือนทุกครั้งที่มาอ่านย้อนคือใบหน้าร้อนผะผ่าวราวฮีตขึ้น (ถ้าวาดเป็นการ์ตูนจะระเบิดตูมได้ด้วย) อยากกวาดกองหนังสือที่ตั้งอยู่ข้างหน้าไปเผาทิ้งซะเดี๋ยวนั้น ทิ้งไว้ก็รังแต่จะกลายเป็นจุดด่างพร้อยในประวัติชีวิตไปเสียเปล่าๆ  ในหัวย้อนคิดถึงคำเพื่อนญี่ปุ่นที่เล่าว่า

 

“ฉันเก็บไดอารี่ที่เขียนไว้ตั้งแต่มัธยมปลายไว้ในถุงตลอดเวลา ประมาณว่าถ้าเกิดแผ่นดินไหวแล้วจะได้คว้าถุงยังชีพกับถุงไดอารี่นี่วิ่งออกจากบ้านไปได้ทันที  จริงๆ มันไม่ได้เป็นความทรงจำที่สำคัญขนาดนั้นหรอกนะ แค่ถ้าทิ้งไว้มีคนอื่นมาเปิดดูเข้าล่ะฉันตาย  (แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ ไดอารี่ถูกฝังอยู่ในซากบ้านไม่ใช่เหรอ??)  ในกรณีอย่างนั้นถ้ามันถูกไหม้ไปพร้อมกับบ้านก็โอเคอยู่หรอก แต่ถ้าไม่ก็เสี่ยงเกิน  จริงๆ สักวันก็คงจะเผาทิ้งเองแหละแค่ไม่ใช่ตอนนี้ เสียดายที่เขียนมา”

 

ก็ถ้าน่าอายขนาดนั้นจะเขียนออกมาตั้งแต่แรกทำไม?...เป็นคำถามที่ถามตัวเองอยู่เช่นกัน  เพราะแม้จะอยากเผาไดอารี่เก่าทิ้งสักแค่ไหน เราก็ยังไม่วายจะทิ้งหลักฐานน่าขายหน้าทั้งออนและออฟไลน์ไว้เรื่อยๆ อยู่ดี   

 

อาจเป็นเพราะคนเราต้องการพื้นที่หนึ่งสำหรับระบายความคิด จินตนาการฟุ้งเฟ้อ ความอัดอั้น ความโกรธล้างผลาญออกมาก่อนสมองจะระเบิดก็ได้  โดยบางคนเลือกที่จะคุยกับใครสักคน  บางคนเลือกที่จะเล่นเกม  บางคนเลือกที่จะกิน บางคนเลือกที่จะออกกำลังกาย บางคนเลือกที่จะเล่นดนตรีหรือร้องเพลง บางคนเลือกที่จะวาด บางคนเลือกที่จะไปกรี๊ดใส่หมอนหรือบนเครื่องเล่นในสวนสนุก ในขณะที่บางคนเลือกเขียน / พิมพ์เป็นทางเลือกหลัก  (ที่ใช้คำว่า “ทางเลือกหลัก” เพราะเชื่อว่าจริงๆ คนส่วนมากก็คงทำทุกแบบที่ยกตัวอย่างมานั่นแหละ แค่อะไรจะบ่อยกว่ากัน)

 

เรากับเพื่อนคนนั้นเป็นแบบหลัง    มันก็เลยกลายเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่จะหลงเหลือหลักฐานของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต มาถึงปัจจุบันและต่อไปในอนาคต...หลายสิบเล่ม  นี่ยังไม่รวมงานเขียนเก่าๆ สมัยเรียนอีก

 

เรื่องในอดีตนั้น ตอนที่อดีตมันยังเป็นปัจจุบันก็หอมหวานหรือขมขื่นเสียจนเรานึกไม่ออกว่าจะรู้สึกหรือคิดกับมันเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร  แถมความรู้สึกนั้นก็ช่างท่วมท้นล้นใจจนต้องถ่ายทอดออกมาให้ได้ เขียนไปก็เข้าทำนองยิ่งเขียนยิ่งมัน  บางวันเขียนที่รู้สึกไม่พอยังใส่ไข่ใส่เอฟเฟ็คท์พร้อมน้ำแข็งแห้งซะฟุ้งกระจายทีเดียว (เอ็นทรี่นี้ก็เข้าข่ายนะ)  

 

แต่พอเวลาผ่านไป ปัจจุบันนั้นกลายเป็นอดีตไกลโพ้นให้ย้อนมองด้วยแว่นและกรอบความคิดแบบใหม่  สิ่งแรกที่แว่บขึ้นมาในหัวทุกครั้งที่อ่านบันทึกเก่าๆ จึงมักเป็น “ทำไมตอนนั้นเราเป็นไปได้ถึงขนาดนี้???”  เช่น กับเรื่องที่ขี้ประติ๋วขนาดนั้นทำไมต้องแค้นขนาดนั้น กับคนๆ นั้นทำไมเราต้องชอบขนาดนั้น กับเรื่องง่ายๆ แบบนั้นทำไมไม่เข้าใจ  กับเรื่องแบบนั้นทำไมต้องบันทึกลงมาด้วย ฯลฯ  จากนั้นสิ่งที่แว่บถัดมาก็มักเป็น “แล้วถ้าคนอื่นมาเห็นเราที่บ้าบออย่างนี้เข้าจะทำยังไง”  แล้วก็รีบกวาดไดอารี่ยัดเข้าตู้ลึกๆ สูงๆ และปิดตายไปจนกว่าจะอยากหยิบบางตอนมาอ่านทวนอีกทีเวลานึกถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นอีกครั้ง

 

ในช่วงสองสามวันนี้ เป็นครั้งที่สองหรือสามที่ลองทู่ซี้อ่านต่อจนจบหลายเล่ม   ผ่านไปสักพักพอเลือดเริ่มลงจากหน้า มาลองคิดดูอีกทีที่เรารู้สึกได้อย่างนี้คงเป็นเพราะตัวเราเปลี่ยนไปแล้ว...อย่างมาก 

 

ณ จุดนั้นไดอารี่และบันทึกผลงานต่างๆ กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสะท้อนให้เห็นตัวเองในอดีตอย่างเป็นกลางและเห็นพัฒนาการที่มาถึงปัจจุบันมากกว่าหลักฐานแสดงความอัปยศเพียงอย่างเดียว

 

 

และสิ่งที่บันทึก (อย่างน้อยที่สุดก็บันทึกของเรา) สะท้อนออกมานั่นคือ

 

 

 “You’re not your past. 

     --   Have a Little Faith

 

 

 

1.

 

“ฉันรู้จักเธอดี...ไม่ครับ ผมตอบ คุณเคยรู้จักผม คุณรู้จักคนๆ นั้น 

แต่คุณยังไม่รู้จักคนที่ผมจะเป็น”

 

-- Have a Little Faith

 

ลองพลิกไปถึงหน้าหนึ่งในไดอารี่เมื่อเกือบสิบที่แล้ว หน้านั้นเขียนถึงศัพท์ภาษาอังกฤษคำใหม่  ๒๐ คำจากบทอ่านนอกเวลาที่ตั้งใจว่าจะกลับไปเปิดค้น   ความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองในตอนนั้นมาจนถึงเมื่อสองสามวันก่อนคือคนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีพอใช้ เผลอๆ จะพอๆ กับตอนนี้ซะด้วยซ้ำ  แต่คำศัพท์ที่อยู่ในหน้านั้นมันชี้ว่าไม่จริงเลย ตัวเองเมื่อสิบปีก่อนห่วยกว่าปัจจุบันอย่างเทียบกันไม่ได้ เพราะทุกคำมันง่ายยยยยสำหรับตอนนี้ซะจนอึ้งว่า “นี่ตอนม. ๕ ไม่รู้จักสักคำเลยเหรอ?”   

เช่นเดียวกันกับสมุดจดศัพท์เป็นสิบๆ เล่มเมื่อ ๕ ปีก่อน ย้อนถึงความรู้สึกตอนนั้น สิ่งที่เข้ามาในสมองคือความมึน จดแต่ละคำไปโดยไม่รู้เลยสักนิดว่ามันคือศัพท์ (บ้า) อะไร  แต่ตอนนี้คำเหล่านั้นกลายเป็นรู้จักดีแล้วเกือบทุกคำ

ในขณะที่รายงานเล่มแรกๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยภูมิใจ พออ่านทวนกลับหัวเราะพรืดด  วิธีตั้งชื่อเรื่อง วิธีจับประเด็น วิธีหาข้อมูลมีช่องโหว่เต็มไปหมดเลย “นี่เราใช้วิกิพีเดียอ้างรายงานเหรอเนี่ย แล้วน้ำหนักข้อมูลแบบนี้เนี่ยนะ มิน่าถึงได้คะแนนประมาณนี้”  ทั้งที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ไม่สิ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันยังรู้สึกถึงรายงานเล่มนั้นๆ ว่าเยี่ยมอยู่เลย 

 

ส่วนงานสมัยมัธยมนั้น ต่อให้ค้นชิ้นที่ดีที่สุดที่ถึงตอนนี้มาอ่านทวนหรือดูใหม่ยังอึ้งกับตัวเองที่ช่างขยันคิดและปรับแก้จนออกมาในแบบที่ให้เขียนใหม่ตอนนี้ก็คงทำไม่ได้ ก็ยังพบว่าความคิดที่อยู่เบื้องหลังงาน มันช่างแตกต่างกับตอนนี้อย่างเป็นคนละเรื่อง และนี่แหละเป็นปัจจัยสำคัญที่ต่อให้ต้องทำใหม่ก็คง (ทำใจ) ทำแบบเดิมไม่ได้หรอก

 

 

ซึ้งเลยว่า การที่เราเป็นได้อยู่ทุกวันนี้เพราะว่า ณ ตอนนั้นเราพยายามสุดๆ จนพัฒนาขึ้นมา ไม่ใช่ว่าตอนนั้นเราโหลยโท่ย เพียงแต่เวลาผ่านไปเราพัฒนาขึ้นแล้ว ความสามารถในตอนนั้นมันจึงดูอ่อนด้อยไป 

ดูเหมือนเป็นความเข้าใจพื้นฐาน แต่บางทีคนเราก็ชอบเผลอคิดไปว่าความสามารถของตนเองไม่ผันไปตามกาลเวลา  ตอนนั้นเราเก่งฉะนั้นตอนนี้เราก็ยังคงเลิศ  หรือว่าตอนนั้นก็พอโอเคแหละแต่ตอนนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนไปเลย...ซึ่งมันไม่จริงทั้งคู่  ส่วนตัวนั้นเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาระหว่างสองขั้วแต่ช่วงนี้มักเป็นแบบหลัง ชอบคิดว่าสิบปีที่ผ่านมาเหมือนวิ่งอยู่กับที่หรือถอยหลัง ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่  มันมีอะไรเปลี่ยนไปเยอะ แค่อาจจะไม่ใช่สปีดและระดับที่เราอยากให้มันเป็นเท่านั้นเอง

 

 

 

2.

 

ลาก่อน ความไร้เดียงสา 

เราคงกลับไปในช่วงเวลาที่

เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและไม่รู้อะไรไม่ได้อีกแล้วสินะ

...

ลาก่อน ความสุข

อยากกลับไปในช่วงที่

เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและไม่รู้อะไรจังเลยเนอะ

 

-          Goodbye Happiness, อุทาดะ ฮิคารุ

 

เห็นความอ่อนด้อยแล้ว ก็ยังเห็นความอ่อนเยาว์และพลังอันเหลือล้นซึ่งออกมาในรูปของความเชื่อมั่นใน ความร่าเริง  ความมุ่งมั่น การพยายามทำโน่นทำนี่ 

 

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปากกาสลับสีทั้งจดทั้งวาดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย   ความพยายามในการดีไซน์สมุดให้เป็นประหนึ่งงานศิลปะ ลายมือบรรจงชนิดคัดไทยประกวด ยิ่งถ้าเป็นบันทึกเวลาไปเที่ยวจะจดได้ละเอียดยิบแทบเอาไปใช้อ้างอิงกันได้เลย หัวข้อหลายเรื่องที่เขียนก็แสดงถึงการคิดวิเคราะห์อย่างดี  ภาพวาด บทความและสมุดเป็นสิบเล่มนั่นก็แลกมาด้วยน้ำตา ขี้ตา (ตื่นขึ้นมาทำแต่ตีสาม) น้ำย่อยที่กัดกระเพาะ ป็อกกี้เป็นสิบๆ กล่องและมื้อดึกอีกมากมาย  พลิกแต่ละหน้าก็ทึ่งกับความพยายามของตัวเอง ณ ตอนนั้นเหมือนกันถึงจะเป็นกับเรื่องติงต๊องก็ตาม  คาดว่าของคนอื่นก็คงมีบางอย่างที่ทำให้เจ้าของต้องทึ่งกับความมุ่งมั่นไฟลุกโชนของตนสมัยยังละอ่อนเหมือนกัน

 

(ส่วนตอนนี้เหรอคะ ยิ่งถ้าเป็นไดอารี่หรือบล็อกล่ะจะขี้เกียจมากคว้าอะไรได้ก็ตวัดลงไป เฉพาะเวลามีอารมณ์อยากบ่นเท่านั้นอีกต่างหาก)

 

นอกจากนั้นแล้ว ยังเห็นความใส / ซื่อแบบเด็กๆ ของตัวเองที่ยังคงมองโลกแบบขาว-ดำชัดเจน เวลามองในแง่ดีก็ระดับโลกสวยวิ๊งๆ  เวลาเห็นอะไรไม่ดีก็คิดถึงวิธีแก้ปัญหาแบบเด็กๆ ที่คิดว่าถ้าทำแบบนี้ตามแพทเทิร์น XOX เดี๋ยวมันก็โป๊ะเช๊ะเอง (แล้วทำไมผู้ใหญ่ไม่ทำกันนะ?)  ทั้งที่โตมาจะได้รู้ว่าโลกนี้ซับซ้อนกว่านั้นแยะ

 

 

3.


เรื่องเนื้อหานั้นกับบางเรื่อง เมื่อเวลาผ่านไปและกลับมามองมันด้วยสายตาใหม่ด้วยสายตาคนนอกที่มีประสบการณ์ มันก็ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นชัดขึ้น  เช่น เข้าใจในที่สุดว่าไอ้ที่ช่วงนั้นรู้สึกแบบนี้ทั้งหมดมันมาจาก...ความหึง (โอ้ มันเป็นความหงุดหงิดแบบนี้นี่เอง)   ที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนั้นน่ะก็เพราะอิจฉา  ส่วนที่ตอนนั้นโกรธขนาดนั้นเพราะมันไม่ได้ดั่งใจ ฯลฯ 

เผลอๆ ยังเข้าใจคนอื่นเพิ่มขึ้นด้วยแน่ะ...ทั้งที่ตอนนั้นทำอย่างไรก็ไม่เข้าใจและใครมาบอกก็ไม่เชื่อหรอก

 

 

 

4.

 

บางเรื่อง เวลาเป็นตัวช่วยพิสูจน์ว่าเรื่องต่างๆ (โดยเฉพาะตัวเรากับความคิดของตัวเรา) ไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดเสมอไป  ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เวลาอารมณ์ขึ้นถึง ณ ขีดหนึ่ง เราคนหนึ่งล่ะมักจะเข้าวงเวียนแห่งการละเมอเพ้อพก สัญญาหรือปักใจเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป  แล้ววันหนึ่งเมื่อกลับไปอ่านบันทึกก็พบว่า “เอ๊ะ เคยคิด/พูด/จะทำอย่างนี้ด้วยเหรอ? (・w・)?”  เคยค่ะ แค่ลืมไปแล้วว่าวันหนึ่งตัวเองก็เคยคิด/พูด/ทำ/เป็นแบบนั้น  

 

หลังๆ เลยเลิกนิสัยทำนองนี้ซะเมื่อเข้าใจว่าเมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป  สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไป คนก็เปลี่ยนไป...เรื่อยๆ  

 

 

 

5.

 

“ถ้าต้องการสิ่งใดอย่างยวดยิ่ง  

เธอก็สามารถคว้ามาได้ 

อาจต้องใช้ความอดทน  การทำงานหนักมหาศาล

ความอุตสาหะอย่างแท้จริง และเวลายืดเยื้อยาวนาน 

แต่มันเกิดขึ้นได้


-          มาร์โก โจนส์

 

 

กับบางเรื่องพบว่าตัวเองก็ไม่ได้เปลี่ยนไปสักเท่าไร โดยเฉพาะเวลาเห็นลิสต์ภายใต้หัวข้อ “สิ่งที่จะทำให้ได้ในปี 2007” แล้วพบว่ามันก็คล้ายๆ กับลิสต์ที่กำลังจะเขียนภายใต้หัวข้อ “สิ่งที่จะทำให้ได้ในปี 2014”  เลยแฮะ


จะมองในแง่ลบว่า “นี่กี่ปีเข้าไปแล้วยังทำไม่ได้ตามเป้าเลย ฮืออ (เฟล)” ก็ได้  แต่จะมองในแง่บวกว่าหลายสิ่งที่จะทำให้ได้ในปี 2007 ก็ถูกบันทึกว่าลุล่วงไปแล้วในปี 2009, 2010 หรือ 2012 ก็ได้เหมือนกัน  ฉะนั้นถึงจะช้าหน่อยถึงจะผิดหวังกับตัวเองไปบ้าง แต่สุดท้ายถ้าตั้งใจอะไรจริงๆ วางแผนไว้ชัดเจน ไม่ล้มเลิกง่ายๆ มันก็ทำให้สำเร็จจนได้นะ


ในบันทึกหน้าหนึ่งเขียนถึงตอนที่ร้องไห้ที่สอบภาษาญี่ปุ่นไม่ผ่านและโกรธตัวเองมากในปีถัดมาตอนที่รู้ว่ายังสอบไม่ผ่าน เลยประกาศว่าจะไม่เรียนภาษาญี่ปุ่นอีกแล้ว อย่างน้อยก็ที่ไทยนี่แหละ เพราะไม่พัฒนาขึ้นสักที เปลืองเงินเปล่า (ไม่ได้โทษครูนะคะ โกรธตัวเอง) และหลังจากนั้นก็ไม่เคยเรียนเพิ่มอย่างน้อยก็ที่ไทยอีก

 

นี่เป็นหนึ่งในความคิดและการกระทำที่ทำร้ายตัวเองอย่างยิ่งทีเดียว แต่กลับเป็นวิธีที่เราคนหนึ่งใช้บ่อยมากกับเรื่องต่างๆ ที่มันพัฒนาไม่ได้ทันใจสักที สุดท้ายจะมาสู่บทสรุปประเภททำลายตัวเองว่า “เสียเวลาเปล่า ไม่มีทางสำเร็จหรอก เลิกซะเถอะ”

ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าไม่ท้อถอยซะก่อน ลองฝึกไปเรื่อยๆ เร็วช้าต่างกันไปบ้างมันก็ต้องทำสำเร็จเข้าสักปีแหละน่า   

 

 

 

และนี้คือทั้งหมดของสิ่งที่ได้ตระหนักในครั้งนี้

 

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของการอ่านทวนเลยคือ

บันทึก (ผลงานหรือไดอารี่) ที่เก่ามากอย่างสมัยอนุบาล ประถมหรือมัธยม 1 จะไม่น่าอายสักเท่าไร อ่านแล้วก็ประมาณ “เออ...บ้าดี ภาพประกอบกับตัวหนังสือก็ห่วยหน่อยก็ช่างเถอะก็ยังเด็กอยู่อ่ะนะ” 

ส่วนบันทึกที่เพิ่งเขียนในช่วงปีสองปีนี้จะอ่านไปด้วยความรู้สึกว่า “จริงสินะ เมื่อตอนนั้นมันเกิดอย่างนี้ขึ้นนี่นา” แล้วก็ยังอิน ถ้าเป็นเรื่องเศร้าจะคล้ายกับไปสะกิดแผลกลัดหนองนั่งซึมกะทือ 

ในขณะที่บันทึกในช่วงระยะ 5-10 ปีทีแล้วจะเป็นช่วงสุดยอดแห่งความอัปยศน่าอดสูถ้าจะเผาก็คงหยิบช่วงนี้แหละขึ้นมาเผาไปเล่มแรกๆ


 

สิ่งที่ทำให้แตกต่างคงเป็นระดับของการทำใจได้กระมัง...

 

 

 

เดาว่าสักวันหนึ่ง...เมื่อค้นผลงานเขียนและบันทึก ใดๆ ก็ตามในช่วงปี 2003 – 2013 จากตู้ลงกลอนมาย้อนอ่าน คงจะทำใจได้และนั่งขำกับความคิดและพฤติกรรมของตัวเองในอดีตจนถึง ณ ตอนนี้ พร้อมกับพึมพำว่า “เด็กหนอเด็ก”  

 

(แต่ตอนนี้เหรอ ก็คงยังอยากเขียนในพินัยกรรมตัวเองอยู่ดีแหละค่ะว่า “ช่วยเผาบันทึกทั้งหมดไปพร้อมข้าพเจ้าด้วย...” ^^;)

 
 
 
 
 
เพลงธีม...Goodbye Happiness - Utada Hikaru
เขียนไปนั่งนึกถึงเพลงนี้ไป
คาดว่าเธอก็คงรู้สึกอะไรทำนองนี้ตอนแต่งเพลงนี้กับทำ PV นี้ล่ะนะ...
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เราเคยคิดว่าเราเป็นคนที่จำเรื่องในอดีตได้ค่อนข้างดีนะคะ
แต่พอมาอ่านไดอารี่แล้วพบว่าไม่จริงเลยซักนิด (ฮาา) 
เคยบันทึกไว้ในสมัยเรียน ตั้งแต่ม.ต้นจนถึงม.ปลาย
พอกลับมาย้อนอ่านดู ภาพเก่าผุดขึ้นมาในสมองเป็นฉากๆเลย
แล้วก็คิดในใจว่า เอ๊ะ ลืมไปได้ยังไง
แต่ที่แน่ๆ มีแต่เหตุการณ์ที่อ่านไปยิ้มไป ต่อให้เรื่องแย่ๆ เฟลๆในตอนนั้นก็ตาม พอย้อนกลับไปคิดแล้วมันก็ตลกที่เราเป็นบ้ากับเรื่องเล็กๆได้ขนาดนั้น
แล้วคิดในใจว่า "เฮ้อ ตอนนั้นเรานี่เด็กจังนะ" ก็รู้สึกตัวเองแก่ขึ้นมาเลยค่ะ 5555
ไม่ได้แวะมาในเอ็กซ์ทีนนานเลย เข้ามาเจอพี่หงส์ก็แอบดีใจนะคะ อิอิ
ปล. คิดว่าอาจจะรู้แล้ว แต่จะมีโกสท์ฮันต์แบบ Live Action ล่ะค่ะ

#3 By atom on 2013-12-13 18:36

Hot! Hot! Hot!


เข้าใจความรู้สึกเลยครับ

หากได้อ่านสิ่งที่เราเคยจดบันทึกไว้

ภาพเก่าคงจะถ่าโถมเข้ามาเลยทีเดียว
โอ้~ ยังมีเพื่อนเขียน blog ที่ Exteen อยู่อีกเหรอเนี่ย (ดีใจ ^^)
ผมว่าจะไม่เขียนอะไรที่นี่แล้วครับ อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปจนแทบไม่มีเพื่อนหรือคนรู้จักหลงเหลือแล้วอะ T^T
.
.
อ่านเอนทรีย์นี้อย่างยิ้ม ๆ (และแอบขำเล็ก ๆ) คิดว่าคงไม่ถึงขั้นอัปยศหรอกมั้งครับ ^^"
.
การเอาบันทึกเก่า ๆ ของตัวเองมานั่งอ่านนี่มันเป็นอารมณ์ที่แปลกดีจริง ๆ ด้วย
แบบว่า...มันทำให้เรามีใจจดจ่อกับการดึงความทรงจำในสมอง จงลืมเรื่องแย่ ๆ เครียด ๆ ในปัจจุบันจนเกือบหมด
อ่านแล้วยิ้มบ้าง, ขำบ้าง, อายบ้าง จะบอกว่า "นั่นไม่ใช่ฉันนะ!" ก็ปฏิเสธไม่ได้...ก็เราเขียนเองนั่นแหละเนอะ XD
.
ถ้าตอนนี้รู้สึกอยากเผาบันทึกของ 5-10 ปีก่อน งั้นลองเก็บต่ออีก 10-20 ปีสิครับ อาจไม่อยากเผาแล้วก็ได้นะ ^^

#1 By DurianGuan ป่วนรัก on 2013-11-10 12:48