ในบรรดาฟอร์เวิร์ดเมล์ที่เคยได้รับหรือเคยเปิดผ่าน  มีใครจำเมล์ฉบับหนึ่งได้บ้างมั้ย? 
 
เป็นฟอร์เวิร์ดเมล์เกี่ยวกับเศรษฐีอาหรับไม่กี่คนจัดเลี้ยงปาร์ตี้เลี้ยงอาหารอร่อยดูน่ากินระดับภัตราคารชั้นดี พอหลังงานเลิกก็เทอาหารทั้งหมดทิ้งเหมือนเศษขยะ  
 
ลงท้ายเมล์นั้นถ้าจำไม่ผิดมีภาพเปรียบเทียบกับเด็กในแอฟริกาที่ตายเพราะขาดอาหาร กับภาพอาหารที่เททิ้งเป็นกองเหมือนจะบอกเป็นนัยว่าหากนำไปแจกจ่ายแถวแอฟริกาคงช่วยเหลือได้หลายร้อยชีวิต...
 
 
 
หลายคนเห็นแล้วก็คงปลงโลกที่แสนจะไม่ยุติธรรม คนกลุ่มหนึ่งมีอาหารกินเกินพอในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งเกิดมาไม่มีอาหารกิน  บางคนอาจจะเสียดายอาหาร และบางคนอาจจะรู้สึกหงุดหงิดว่าทำไมเศรษฐีเหล่านั้นถึงได้กินทิ้งกินขว้างกันขนาดนี้...
 
 
 
จะมีใครสักกี่คนรู้บ้างว่า ไม่ใช่แค่เศรษฐีเหล่านั้นที่ทิ้งอาหารปริมาณมาก  ไม่สินะ...ต้องบอกว่า
 
จะมีใครสักกี่คนรู้บ้างว่า เศรษฐีเหล่านั้นแค่ทิ้งอาหารปริมาณมากมหาศาลจากปาร์ตี้หนึ่งครั้งในไม่กี่เดือน  แต่อันที่่จริงเราๆ นั้นยืนอยู่ในกระบวนการทิ้งอาหารปริมาณมหาศาลมากกว่านั้นเป็นร้อยเท่าทุกวัน!!
 
 
 
 
 
 
วันนี้จขบ.ได้มีโอการดูสารคดีสิ่งแวดล้อมชื่อ Taste the Waste โดย Valentin Thurn (ถือเป็นหนังโรงเรื่องแรกที่ได้ดูในรอบสิบสองเดือนนี้)
 
 
อยากขอว่าหลังอ่านเอ็นทรี่เสร็จช่วยเข้าไปดูเทรลเลอร์ที่เว็บข้างล่างนี่ด้วยนะคะ
 
(ถ้าไม่มั่นใจภาษาอังกฤษอย่างน้อยแค่ดูภาพก็พอค่ะ)
 
 
 
 
 
หนังสารคดีนี้ไปถ่ายที่หลายประเทศโดยเฉพาะยุโรปและแอฟริกา เนื้อเรื่องหลักๆ เกี่ยวกับอาหารเหลือจากซูเปอร์มาร์เก็ตและขั้นตอนการจำหน่ายที่กลายเป็นขยะในแต่ละปี  
 
ผู้กำกับเขาหยิบประเด็นในชีวิตประจำวันที่เราไม่เคยคิดถึงมาเชื่อมโยงให้ดูว่าเราสร้างขยะและทิ้งอาหาร แรงงานไปอย่างไร้ค่ามากมายขนาดไหน และเรามีส่วนทำให้อาหารแพงขึ้น ทำให้ผู้คนลำบากมากขนาดไหน
 
 
 
 
สารคดีกล่าวว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปและอเมริกาเหนือนั้นทิ้งอาหารที่จะกำลังจะหมดอายุหรือหมดอายุไปปีละประมาณ ๗๐ ล้านตัน  
 
มากพอที่จะเอาไปแจกจ่ายคนอดอยากในแอฟริกาถึง ๒ ครั้ง!!
 
 
 
เจ้าของร้านขนมปังในซูเปอร์มาร์เก็ตในเยอรมันแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าจำนวนขนมปังที่ขายไม่หมด ไม่ได้มาตรฐานและต้องทิ้งไปแต่ละวันนั้นต้องถูกทำลายไปเป็นเศษขยะ ทางบริษัทจึงมีนโยบายที่เอาขนมปังเหล่านั้นไปรีไซเคิลทำเชื้อเพลิงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง...
 
เขาเสริมว่าถ้าร้านขนมปังในซูเปอร์มาร์เก็ตในเยอรมันเอาขนมปังเหลือทิ้งเหล่านี้มารีไซเคิลแล้วล่ะก็ เยอรมันอาจมีพลังงานเพิ่มมากพอที่จะปิดโรงงานนิวเคลียร์แห่งหนึ่งได้ด้วยซ้ำ
 
 
 
ไม่เพียงเท่านั้น ก๊าซมีเธนที่เกิดจากการทิ้งอาหารเหล่านี้เป็นขยะนั้นมากพอที่ก็ให้เกิดก๊าซเรือนกระจกประมาณปีละ ๗% ซึ่งถือว่าเยอะมาก 
 
 
น่าเศร้าที่กฎหมายอียูเองไม่อนุญาตให้นำอาหารเหล่านี้ไปรีไซเคิลเป็นอาหารสัตว์เพราะกลัวเชื้อโรคจากอาหารรวมถึงซูเปอร์หลายแห่งไม่อนุญาตให้พนักงานเอากลับบ้าน ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาเอาอาหารที่ทิ้งแล้วไปจากถังขยะ
 
จากการไม่สามารถรีไซเคิลอาหารเหล่านี้เป็นอาหารสัตว์ได้ ผลคือโรงเลี้ยงสัตว์ต้องนำเข้าอาหารสัตว์ เช่น ธัญพืชราคาแพง ส่งผลให้เนื้อสัตว์เหล่านั้นแพงขึ้นอีก
 
 
 
 
 
ที่สำคัญที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นแค่ปัญหาที่เกิดจากอาหารที่เหลือทิ้งจากซูเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้น  (อาหารเหลือทิ้งที่ว่าหมายถึงของสดและของกระป๋องทั้งที่ยังไม่หมดอายุและเพิ่งหมดอายุ)  
 
นี่ยังไม่รวมถึงพืชผักผลไม้ตามสวนที่ไม่ได้มาตรฐานส่งซูเปอร์มาร์เก็ตที่ต้องถูกทำลายไป...
 
 
 
ตลาดมีมาตรฐานกำหนดขนาด เฉดสีของผักผลไม้ที่จะนำมาจำหน่าย  บางแห่งมีตารางเทียบสีว่าผักผลไม้จะต้องได้สีตามนี้เท่านั้นถึงจะรับไป เจ้าของสวนกล้วยรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่ามาตรฐานเหล่านี้กำหนดแม้กระทั้งจำนวนกล้วยต่อหนึ่งหวี... 
 
ฉะนั้นแครอทหรือแตงกวาที่มีรูปร่างเบี้ยวไม่สามารถบรรจุในแพกเกจที่ดีไซน์มา  มะเขือเทศที่เล็กกว่ามาตรฐาน ๔๕ มิลลิเมตร  มันฝรั่งลูกใหญ่หรือผิวขรุขระที่ไม่ได้รับความนิยมจะถูกคัดออกและทิ้งไป  
 
 
 
 
ในสารคดีมีผู้หญิงคนหนึ่งทำหน้าที่แผนกทิ้งของสดในซูเปอร์มาร์เก็ต  
เธอกล่าวว่าเธอมาจากคาเมรูนที่ส่งออกกล้วยมายังยุโรป  ในประเทศบ้านเกิด เพื่อนบ้านไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อกล้วยสักลูก เนื้อได้กินกันไม่ถึงปีละหน แต่ในยุโรปเธอกลับต้องมาเห็นกล้วยที่นำเข้าจากคาเมรูนถูกกำจัดทิ้งไปเป็นตันๆ ต่อวันเพราะใกล้วันหมดอายุหรือมีรอยช้ำ  
 
แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ แม่แต้จะเอากลับบ้านไปทานกับครอบครัวยังถือว่าผิดกฎที่ทำงาน  สุดท้ายเธอก็ถูกไล่ออกจากงานที่ทำเพราะบางทีเอาของหมดอายุที่ต้องทิ้งจากนี้กลับบ้านไปทานกับสมาชิกในครอบครัวที่มีกัน ๗ คน
 
 
 
ในสารคดีถ่ายให้เห็นถึงผักผลไม้สดหลายอย่างเดินทางมาจากประเทศห่างไกลเป็นพันๆ ไมล์ เพื่อมาถึง ตั้งวางบนชั้นในระยะเวลาหนึ่งและโยนทิ้งไป  

สัตว์ทะเลหลายชนิดถูกจับขึ้นมาจากทะลและแม่น้ำด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อมาถึงซูเปอร์และตลาดและเน่าเสียไปโดยไม่มีคนกินเป็นร้อยๆ ตัว  
 
อาหารจำนวนมากถูกทอดแพ็คใส่แพ็กเกจ และพอใกล้ถึงวันหมดอายุก็ถูกโยนทิ้งไปวันละเป็น ๕๐ กล่อง
 
และนี่เป็นแค่ตัวอย่างของอาหารที่ถูกทิ้งในแต่ละวันของสถานที่หนึ่งแห่ง...
 
 
 
 
น่าชิ้นใจอยู่บ้างที่ปัจจุบันมีหลายกลุ่มลุกขึ้นมาสนใจเรื่องการจัดการอาหารให้คุ้มค่ากันมากขึ้น  
 
ยกตัวอย่างเช่น
 
...เจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งในเยอรมันยกเลิกโปรโมชั่นซื้อ ๑ แถม ๑ เพื่อให้ผู้บริโภคซื้ออาหารที่จำเป็น
 
...บริษัทขนมปังแห่งหนึ่งในเยอรมนีนำขนมปังเหลือมารีไซเคิลเป็นพลังงาน  
 
...บริษัทในญี่ปุ่นที่มีนโยบายคัดอาหารสดไปทำอาหารสัตว์เช่นอาหารหมูเพื่อทดแทนการนำเข้าธัญพืชที่มีราคาแพง  
 
...เกษตรกรหลายกลุ่มในอเมริกาตั้งตลาดสดเพื่อขายพืชผักผลไม้ที่ไม่ได้เกรดตามกำหนด
 
...ครูหลายคนจัดคลาสทำอาหารหรือคอร์สเกษตรเพื่อสอนให้เด็กรู้ว่าอาหารแต่ละอย่างมีที่มาอย่างไร เห็นคุณค่าอาหารที่กินและใส่ใจการจัดการอาหารเองมากขึ้น
 
...นักสิ่งแวดล้อมบางกลุ่มในฝรั่งเศสติดต่อเข้าไปขอแยกอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งเพื่อคัดเลือกอาหารที่ยังพอเอาไปทำอาหารได้กับอาหารที่ต้องทิ้งจริงๆ ทำให้จำนวนที่ต้องทิ้งน้อยลง (ประมาณ ๒๐% ของผักผลไม้ในกองจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องทิ้งจริงๆ )  
 
...กลุ่มหนึ่งในอิตาลี่ไม่แน่ใจว่าเป็นนักธุรกิจหรือนักสิ่งแวดล้อมจัดกิจกรรมติดต่อเอาอาหารที่ใกล้หมดอายุเหล่านี้มาทำอาหารและแจกคนในชุมชมพร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องอาหารเหลือทิ้งกับผู้คนในชุมชน  
 
 
นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มคนหนุ่มสาวอีกหลายกลุ่มที่เข้าไปติดต่อซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของสดที่ไม่ได้มาตรฐานเช่นแครอทรูปร่างเบี้ยวๆ  กับบางกลุ่มที่ปีนเข้าไปเก็บผักผลไม้ในถังขยะซูเปอร์มาร์เก็ตที่ยังไม่เน่ามาทาน
 
 
 
ในเคมบริดจ์ก็มีกลุ่มนักกิจกรรมชื่อ Food cycle ทำคล้ายๆ กับกลุ่มในอิตาลี่ คือติดต่อเอาอาหารที่ใกล้หมดอายุจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือผักผลไม้ที่ไม่ได้มาตรฐานมาจากฟาร์มเพื่อทำอาหารเลี้ยงคนไร้ที่อยู่อาศัย คนขาดแคลนในเมืองหรือคนที่อยากทาน  
 
หลังจากหนังฉายเสร็จอาสาสมัครจากกลุ่มนี้ก็เชิญชวนให้คนในโรงหันมาช่วยกันเท่าที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารที่ซื้อมาให้หมด หรือเข้าไปติดต่อขอซื้อของไม่ได้มาตรฐาน (เช่นแครอทเบี้ยว) และต้องถูกกำจัดทิ้งในเร็ววันมาทานเพื่อให้ซูเปอร์รู้ว่ามีคนต้องการของเหล่านี้อยู่  รวมถึงมาเป็นอาสาสมัครช่วยปรุงอาหารแจกจ่าย เป็นต้น
 
 
 
 
 
ดูสารคดี Taste the Waste แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า อาหารในโลกนี้มันไม่ได้ไม่เพียงพอหรอก แต่แค่มันอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งมากเกินไปและคนอีกกลุ่มหนึ่งน้อยเกินไป 
 
 
 
เห็นภาพขนมปังก้อนๆ ที่ถูกเททิ้งและบดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  โยเกิร์ตอีก ๖ วันหมดอายุถูกทำลาย (ซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งและบางประเทศอย่างในฝรั่งเศสจะทิ้งอาหารอย่างโยเกิร์ตก่อนวันหมดอายุ เนื่องจากถึงทิ้งไว้ก็ไม่มีใครซื้อ จะบริจาคที่ไหนไม่ได้เพราะมันใกล้หมดอายุถือว่าผิดกฎหมาย  เพื่อเพิ่มที่ว่างและโอกาสในการระบายสินค้าก็มีทางเดียวคือโยนอาหารที่ยังไม่หมดอายุเหล่านั้นทิ้งลงเครื่องทำลายขยะ)  
 
รวมถึงผักสดๆ เป็นกะละมังๆ ถูกบดแล้วอยากจะร้องไห้ด้วยความเสียดาย...เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงคาเมรูนว่าเป็นยังไง...
 
 
 
อยู่ที่นี่เป็นนักเรียนจนๆ เราต้องเจียดเงินเพื่อซื้อกุ้งตัวเล็กต้มสุก ฟรอม ไทยแลนด์ราคา ๓ ปอนด์  จะซื้อเนื้อแกะสี่ปอนด์ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก  ซีฟู้ดส่วนมากที่ได้กินก็เป็นปูอัด  บางอาทิตย์ต้องอยู่ด้วยผักล้วนๆ แทบจะเป็นมังสวิรัติ  ขนาดผักถูกๆ อย่างพริกหวานยังคิดแล้วคิดอีกว่าจะซื้อที่ไหนดีถึงจะถูกกว่า  
 
ทำทุกอย่างเพียงเพื่อประหยัดงบค่าอาหารให้เหลือถูกที่สุดเท่าที่ทำได้จะได้อยู่รอดอย่างไม่เบียดเบียนพ่อแม่เกินไป  
 
พอดูสารคดีนี่แล้วเห็นสิ่งเหล่านี้ถูกโยนลงถัง เทและบดไปถมกองขยะ..
 
มันเศร้าจริงๆ นะ...
 
 
 
นี่ยังไม่ต้องคิดถึงผลไม้อย่างมังคุดเกรดเออิมพอร์ทไทยแลนด์ที่ชาวสวนลงทุนลงแรงปลูก ขายมาในราคาถูกแสนถูก แถมเรายังไม่มีปัญญากิน (ญาติ จขบ.ทำสวนมังคุดเล่าให้ฟังว่า ผลไม้สวยๆ เกรดเอจะส่งอิมพอร์ทออกนอก คนไทยไม่ค่อยได้เห็น ได้สัมผัส หรือได้กินกันหรอกค่ะ)  
 
แต่พอมาถึงที่นี่...จำนวนมากก็ถูกบดเป็นเศษซากเทไปรวมกับเศษเปลือกส้มและก้างปลาจากครัวเรือน...
 
 
 
ที่น่าเศร้าคือ สภาพแบบนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะแต่ในประเทศแถบยุโรปหรืออเมริกา แต่เป็นจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย และหลายๆ แห่งทั้งที่มีซูเปอร์มาร์เก็ต หรือที่มีอาหารกินมากพอจนเกินพอ...
 
 
แต่จะว่าใครก็ไม่ได้  เพราะลองย้อนดูตัวเองแล้วก็พบว่าตัวเองก็ปล่อยของจำนวนมากให้เน่าคาตู้เย็น และต้องโยนทิ้งไปในจำนวนที่ใช่น้อย... เอาเข้าจริงเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการที่ทิ้งให้อาหารที่ราคาแพงและกินได้กลายเป็นของเสียถมโลกนี้เช่นกัน 
 
 
 
 
ดูเรื่องนี้แล้วก็อดเขียนอีเมล์ถึงทางบ้านและมาโพสต์ลงบล็อกไม่ได้
ถึงจะไม่ใช่หัวข้อที่อ่านแล้วจรรโลงใจนัก แต่ก็อยากเป็นกระบอกเสียงหนึ่งที่สะกิดให้คนรอบข้างรู้สึกตัวว่า
 
วันหนึ่งๆ ในขณะที่คนส่วนหนึ่งบนโลกอดตาย ในขณะที่โรงงานต้องนำเข้าอาหารสัตว์ทำให้เนื้อสัตว์แพงขึ้น ในขณะที่สวนผลไม้ต้องเร่งปลูกผักผลไม้ที่ได้มาตรฐานทำให้ต้องเบียดเบียนพื้นที่ทำกินชาวบ้านท้องถิ่น ในขณะที่คนปลูกทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงงานปลูกจนเจ็บป่วยหรือพิการ  ในขณะที่แรงงาน (เช่นแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมประมง) ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำมีสภาพความเป็นอยู่ไม่ดีกลายเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชน
 
 
อาหารจำนวนมหาศาลกลับถูกทำลายหรือเน่าสลายไปอย่างไร้ค่า...
 
 
 
 
 
เพราะฉะนั้นถึงจะเล็กน้อย ถ้าเราหันมาทำอะไรกับเรื่องนี้บ้างเท่าที่จะมีกำลังทำได้  เช่น ซื้ออาหารน้อยลง ทานให้คุ้มขึ้น ไม่ปล่อยให้เน่าเสียและทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์  สนับสนุนผักผลไม้ท้องถิ่น  บอกให้ผู้ผลิตรู้ว่าเรายอมรับอาหารที่ไม่สวยสมบูรณ์แบบเสียทีเดียว  รับอาหารที่ยังไม่หมดอายุไปทำอาหารเลี้ยงคนอดอยาก  รีไซเคิลอาหารเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น
 
 
โลกนี้อาจจะจะน่าอยู่ขึ้นอีกนิดก็เป็นได้...
 
 
 
 
 
ปล.  ลองเข้าไปดูตัวอย่างสารคดีด้วยนะคะ http://www.tastethewaste.com/info/film
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ถ้าอาหาร Product on demand ได้ก็คงช่วยได้มากครับ
ทุกวันนี้เป็นแบบโหมผลิตทุ่มโควต้าทางการค้ามากกว่า
เรื่องการกระจายผลผลิตที่ก็สำคัญมากไม่แพ้กันครับ
เราคงไม่สามารถนำอาหารไปส่งให้พื้นที่ทุรกันดาร
หรือที่มีการสู้รบกันได้แบบปลอดภัย (UN ก็เข้าไม่ได้)
อาจโดนปล้นสดมภ์ก่อนที่จะถึงผู้ที่รอคอยอาหาร
ทุกวันนี้ผมก็พยายามกินอาหารที่ผลิตในประเทศนี่แหละครับ
ช่วยลดทรัพยากรพลังงานด้านการขนส่งได้
ว่าแล้วก็กินทุเรียนกันดีกว่า (วกมาเข้าเรื่องนี้จนได้ 55 confused smile )

#3 By DurianGuan ป่วนรัก on 2012-05-29 10:06

Hot! Hot! Hot!
รู้สึกว่าอ่านเอนทรี่นี้แล้วสะอึกนิด..
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะส่วนสำคัญมันเป็นเรื่องของกฏหมายและคนหมู่มาก
คงต้องแก้ที่ตัวเราเองเท่าที่จะทำได้ไปก่อนsurprised smile

#2 By Kanya on 2012-05-21 17:57

รับรู้และจะเป็นอีกหนึ่งแรง..

ที่จะช่วยใช้มันให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดครับ..

เผื่อในบางพื้นที่เหล่านั้นด้วย^^