ช่วงนี้ไม่ว่าจะเปิดวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ข่าวการเมืองเป็นประเด็นร้อนระอุ

วันนี้จึงอยากชวนให้พักสักนิด มาอ่านข่าวเรื่องอื่นกันบ้างดีกว่า

อย่างข่าวเรื่องวิธีรักษาสุขภาพในชีวิตประจำวัน

 

 

เอาล่ะข่าวแรกเกี่ยวกับสุขภาพที่จะนำเสนอวันนี้คือ

 

ผลวิจัยเกี่ยวกับสบู่ในห้องน้ำสาธารณะ

 

 

ใครคิดว่าสบู่ในห้องน้ำสาธารณะทุกห้องสะอาดน่าใช้คงต้องคิดใหม่หลังอ่านข่าวนี้...เพราะ

 

"จากการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยอาริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา
พบว่าสบู่ชนิดกล่องเปิดฝาแบบเติมมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ถึง 25%

 

งานวิจัยครั้งนี้มุ่งวิเคราะห์หาเชื้อปนเปื้อนที่แฝงอยู่ในสบู่ที่ตาคนเรามองไม่เห็นโดยได้มีการเก็บตัวอย่างสบู่จำนวน 541 ตัวอย่างทั้งที่เป็นสบู่เหลวแบบเติม และสบู่เหลวแบบบรรจุภัณฑ์ปิด (เมื่อใช้น้ำยาหมดแล้วทิ้ง) พบว่า สบู่แบบเติม 133 ตัวอย่าง หรือ 25% มีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน

 

65% ของเชื้อที่พบคือ เชื้อโคลิฟอร์มซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบมากในสิ่งปฏิกูลของสัตว์เลือดอุ่น ที่มีโอกาสส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขอนามัยของผู้ใช้ ทั้งในระบบทางเดินหายใจ กระแสโลหิต ระบบปัสสาวะ และการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง

ซึ่งสิ่งปนเปื้อนเหล่านี้เกิดขึ้นขณะที่มีการเปิดฝากล่องเพื่อเติมสบู่นั่นเอง

 

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจในการศึกษาในครั้งนี้ก็คือสบู่เหลวที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบปิด (เมื่อใช้น้ำยาหมดแล้วทิ้ง) กลับไม่พบเชื้อแบคทีเรียเลย

 

นอกจากการล้างมือด้วยสบู่เหลวแล้ว จากการวิจัยของ American Journal of Preventive Medicine 2001 พบว่า การล้างมือและเช็ดมืออย่างถูกวิธีอย่างน้อย 5 ครั้งต่อวันก็สามารถลดโอกาสติดเชื้อหวัดได้ถึง 45%

 

การศึกษาของมหาวิทยาลัยเวสมินสเตอร์ยังชี้ว่า การใช้กระดาษเช็ดมือทุกครั้ง หลังการล้างมือ ยังสามารถช่วยให้แบคทีเรียลดลงถึง 58%

 

ในขณะที่การใช้เครื่องเป่าลมร้อนพบว่าแบคทีเรียในมือเพิ่มขึ้น 255% อีกด้วย"

 

 

 

สบู่มีเชื้อโรคปนอยู่ 25% ยังพอทำใจหยิบมาใช้ได้บ้าง

แต่เป่าลมแล้วเชื้อโรคในมือเพิ่มขึ้นถึง 255% นี่มันเกินรับไหวไปหน่อย...

สรุปว่าการเป่ามือด้วยเครื่องลมร้อนที่นิยมใช้เพราะคิดว่าสะดวกนักหนา

กลายเป็นวิธีอันตรายที่สุดไปซะแล้วหรือนี่  - -;

 

หันมาใช้กระดาษทิชชู่หรือพกกระดาษไปเองกันเถอะค่ะ ทุกคน!

 

อ่านบทความเต็มที่ "สบู่ห้องน้ำสาธารณะ ใครว่าไม่สำคัญ"

 

 

 

พอล้างมืออย่างถูกสุขลักษณะเรียบร้อยแล้ว ทีนี้เราก็มากินอาหารกัน

จะกินอะไรและไม่ควรกินอะไรนั้นคิดว่าหลายๆ คนคงเคยอ่านกันมามากแล้ว

 

แต่ทีนี้วิธีกินแบบไหนถึงช่วยให้อายุยืนและกินแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง?

 

นพ.กฤษดา ศิรามพุชอธิบายว่าการกินดีให้มีอายุยืนนั้นไม่ได้หมายถึงกินแพงหรือกินอาหารฮ่องเต้ 

จะกินอะไรก็ได้เพียงแต่เลี่ยงวิธีการกิน 7 ประการที่เรียกว่า Hall of shame ได้แก่

 

 1) "กินมื้อใหญ่   ฝักใฝ่ในบุฟเฟ่ต์"

กินบุฟเฟต์ได้ไม่เป็นไร แต่กินมากไปสิไม่ดี อึดอัดอืด ย่อยยากแถมทรมานอีกด้วย

 

 2) "กินจุบจิบ"

"อันนี้ต่างกับกินน้อยแต่กินบ่อยตรงที่กินไม่เลือกเวลา แล้วของกินนั้นก็ช่วยทำลายสุขภาพ...ทั้งที่กินข้าวเที่ยงยังไม่ทันเรียงเม็ดดีแต่มีขนมมาจ่อรอคิวแล้ว  ทำให้ตับอ่อนต้องฉีดธาตุลดน้ำตาลออกมาอยู่ตลอดซึ่งจะยิ่งกระตุ้นให้น้ำตาล ต่ำและหิวบ่อยขึ้นได้"

 

 3) "กินดึก" 

"อย่างนี้จะทำให้ร่างกายโทรมเร็วครับเพราะแทนที่โกร๊ทฮอร์โมนจะได้หลั่งกลับต้องใช้ทรัพยากรที่ควรซ่อมแซมมาทำงานบีบไส้บีบพุงย่อยอาหารอีก 

นอนก็นอนไม่หลับแถมไม่นานก็อ้วนลงพุง"

 

 4)  "กินหวานจัด" 

"กินของคาวอิ่มแล้วต้องตบท้ายด้วยของหวานหรือว่าชอบทานแป้งกับน้ำตาลหนักแต่ ละมื้อจะชวนให้มื้อต่อไปหิวเร็วขึ้น  นี่คืออาการหนึ่งของ "โรคติดแป้ง(Carbohydrate addiction)" ซึ่งนอกจากทำให้ "อวบเลือกได้" แล้วยังทำให้หงุดหงิดง่ายอีกด้วย"

 

 5)  "กินแล้วนอน"

"กรดไหลย้อน(GERD) จะถามหาครับแล้วจะทำให้กลายเป็นคนหลับไม่ลึก  ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่นเท่าที่ควร"

 

และสำหรับใครที่ชอบสูบบุหรี่และดื่มเหล้า

 

 6)  "กินไปดื่มไปหรือสูบไป" 

"ทำให้ได้แคลอรีเกินทั้งจากแอลกอฮอล์และทำให้เกิดเหงาปากอยากสูบบุหรี่พ่วงเข้ามาด้วย  รวมความแล้วคือทำให้กินนานอ้วนขึ้นแล้วยังไปกระตุ้นให้ดื่มหนักบวกสูบจัดขึ้นด้วย"

 

เคยอ่านจากบล็อกเรื่องการดื่มน้ำ คุณหมออีกท่านว่าอย่าว่าแต่กินไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปเลย

แค่กินไปดื่มน้ำเปล่าๆ ไปก็ไม่ดีแล้วเพราะจะทำให้ไปล้างน้ำย่อย อาหารย่อยไม่ดีท้องอืดลมเยอะไปอีก

 

 7) "กินนั่งแช่"

"จะทำให้ปากว่างแล้วเผลอกินเข้าไปอีกโดยเฉพาะถ้ามีของกินอยู่ตรงหน้าด้วย 

กินไปแบบนั่งสัมนาไปอย่างนี้จะทำให้น้ำหนักตัวขึ้นได้มากอย่างนึกไม่ถึง"

 

 

ใครมีอาการอะไรบางอย่างอย่างที่คุณหมอว่ามาก็ลองปรับพฤติกรรมการกินดูนะคะอาจจะช่วยได้

ส่วนเราถึงไม่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ น้ำหนักตัวขึ้นก็ตาม

แต่คงต้องเลิก "กินดึก" และลดผลไม้หลังมื้ออาหารลงบ้างแล้วล่ะ...

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ "7 พฤติกรรมกินยอดแย่แก่เร็ว"

 

 

 

เรื่องสุดท้ายที่จะแนะนำเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพในชีวิตประจำวันในครั้งนี้คือ

 

วิธีนอนและนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างสุขลักษณะ

ไม่เป็นโรคปวดหลังปวดคอ


วิธีนอน

"ร่างกายเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง อุปกรณ์ในการนอนจึงสำคัญมาก ทั้งที่นอน หมอนหนุน ต้องไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป ควรเลือกให้พอดี

เช่น หมอนควรเลือกที่มีความสูงระดับไหล่ในขณะที่หนุน และใช้ช่วงต้นคอและศีรษะหนุนเพื่อให้หมอนรองกระดูกอยู่ในท่าที่ตรงแนบกับที่นอน

 

การนอนหงายที่ถูกวิธีควรหนุนหมอนที่ไม่สูงหรือต่ำเกินกว่าระดับไหล่ และใช้หมอนข้างรองช่วงข้อพับบริเวณหัวเข่า หรือเบาะรองนั่งรองจนถึงปลายเท้า เพื่อจัดร่างกายให้อยู่ในท่าที่หมอนรองกระดูกตั้งแต่คอถึงบั้นเอวได้นอนแนบ กับที่นอนโดยที่กล้ามเนื้อไม่เกร็งหรืองอตัว

 

ท่านอนคว่ำ เป็นท่าที่ควรหลีกเลี่ยง แต่หากจะต้องนอนคว่ำควรใช้หมอนบางๆ รองช่วงท้อง ไม่ควรรองบนศีรษะ รวมถึงไม่ควรนอนอ่านหนังสือ นอนดูทีวี เพราะหมอนรองกระดูกบริเวณต้นคอจะต้องตั้งขึ้น และทำให้เกิดอาการปวดคอและหลังตามมาในที่สุด

 

ท่านอนตะแคงที่ถูกต้องควรมีหมอนข้างสำหรับรองรับช่วงขาและแขน เพราะหากไม่มีหมอนข้างรอง มีโอกาสสูงมากที่กล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสันหลังช่วงบั้นเอวถึงช่วงสะโพกเกิด การเกร็งตัว และมีอาการปวดตามมา"

 

 

ส่วนการนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ยิ่งถ้านอนคว่ำแล้วพิมพ์งานมีโอกาสที่จะเมื่อยได้ง่ายมาก

วิธีนั่งทำงานกับคอมให้ถูกต้องตามหลักจริงๆ คือ

 

 

 

Ergonomics : http://www.ec4physio.com/images/ergonomics.gif

 

 

หน้าจอควรอยู่ระดับที่สายตา 

คีย์บอร์ดควรอยู่ในระดับที่เราไม่ต้องยกไหล่ขึ้น เพราะจะทำให้ต้องเกร็งแขน บ่า ไหล่

 

นั่งบนเก้าอี้ควรนั่งเต็มก้น หลังตรงชิดเบาะ

การแขม่วหน้าท้องน้อยช่วยก็จะทำให้กระดูกสันหลังได้ระดับที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

พร้อมกับวางฝ่าเท้าทั้งสองให้เต็มเท้า

หากเก้าอี้สูงควรหากล่องหรือลังมารองให้ได้ระดับ

 

พนักเก้าอี้ควรจะเป็นแบบที่พิงได้สบายๆ หรือไม่ก็มีหมอนมารองไว้ข้างหลัง

เพราะการนั่งจ้องไปข้างหน้าแบบไม่มีอะไรหนุนกระดูกสันหลัง

กระดูกสันหลังต้องทำงานหนักมาก

 

ที่สำคัญควรจะพักยืดเส้นยืดสาย พักสายตาทุกครั้งที่เมื่อย

เพราะมันไม่คุ้มสักเท่าไร ถ้าทำงานไปแล้วปวดหัว บ้านหมุน หูดับ ปวดหลังปวดคอ

จนถึงเป็นโรคปวดหลังปวดคอระยะยาวนะคะ

 

 

อ่านเพิ่มที่  "นอนนั่งถูกท่ากายาปลอดโรค"

"Ergonomics - Position Office for Optimal Health"

 

 

 

 วันนี้ก็ประมาณนี้แหละค่ะ

ถ้าเจอข่าว/บทความที่น่าสนใจและจรรโลงจิตใจเกี่ยวกับสุขภาพ ศิลปะ ฯลฯ จะมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ

 

 

ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเจ้าค่ะ 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

-ขอบคุณเรื่องราวดีๆนะครับ

#6 By พลูวรุน on 2012-03-23 00:33

sad smile แล้วถ้าพี่นอนตลอดเวลา จะหายปวดหลังมั้ยนะ
มีประโยชน์มากค่ะsurprised smile Hot!

#4 By ►Mirei C. Jin◄ on 2010-06-12 21:49

มีประโยชน์มากเลยหงส์ ส่วนตัวเราไม่มีปัญหาเรื่องกิน แต่มีปัญหาเรื่องนั่งทำงานหน้าคอมนี่แหล่ะ บางทีทำงานหรือเล่นเพลิน พอลุกขึ้นมานี่เมื่อยทันทีเลยsad smile แบบว่าเล่นก็ต้องมีพักบ้าง

#3 By ^ hotaru ^ on 2010-05-08 00:14

blog นี้อ่านแล้วสบายใจดี และมีประโยชน์มากเลย ขอบคุณครับ big smile


- เรื่องกิน...เราผิดสุขลักษณะเยอะเลยแฮะ ของอย่างนี้ขึ้นอยู่กับนิสัยด้วยสินะ

- เรื่องท่านั่งใช้คอมที่เหมาะสมนี่...มีแบบสำหรับคนใช้โน้ตบุ๊คไหมครับ คีย์บอร์ดมันติดกับจอหลีกเลื่ยงไม่ได้จริง ๆ sad smile

#2 By DurianGuan ป่วนรัก on 2010-05-01 11:58

ไม่เคยใช้สบู่แบบก้อนในห้องน้ำสาธารณะเลยครับ.......ไม่ได้คิดว่าสกปรกหรืออะไรหรอก ขนาดสบู่เหลวมันยังไม่ค่อยใช้เลย ขี้เกียจ sad smile


กินนี่ช่วงหลังๆตั้งแต่ย้ายที่ทำงานก็กินดึกประจำ เพราะกว่าจะได้กลับบ้าน กว่าจะได้กินอาหารก็ประมาณ 2 - 3 ทุ่มแล้วครับ

ไม่ควรนอนอ่านหนังสือ นอนดูทีวี <= ทำเป็นประจำ sad smile

ท่านั่งใช้คอมฯที่ถูกต้องก็เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ขนาดตอนเรียนที่ ม. ยังมีสอนอยู่ในวิชาที่เรียนด้วยซ้ำ.........แต่ทำได้ไม่นานก็กลับไปนั่งเอนตัวเหมือนเดิมทุกที sad smile

.....ดูแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองจะทำผิดหมดเลย นี่ถ้าสุขภาพแย่ก็คงไม่แปลกเลยสินะ เหอๆ

#1 By SRP on 2010-04-30 22:24